นาฬิกาชีวิตตามหลักแพทย์แผนจีน
Posted By fusionpeach on กุมภาพันธ์ 23rd, 2010
การแพทย์แผนจีนจะต่างจากแพทย์แผนปัจจุบันอยู่ 2 ข้อใหญ่ๆ คือ
- 1. การมองแบบองค์รวม ตัวอย่างง่ายๆ ของการวินิจฉัยที่ต่างจากแพทย์แผนปัจจุบันเช่น
การรักษาอาการไอ แพทย์แผนปัจจุบันจะวินิจฉัยเฉพาะระบบหายใจตั้งแต่ปอดขึ้นมาถึงคอ
ส่วนคัมภีร์แพทย์แผนจีนจะระบุไว้ว่า ทุกอวัยวะเช่น กระเพาะ ตับ ไต ล้วนเป็นเหตุให้เกิดอาการไอได้
นอกจากนี้ยังมองไปถึงภาวะแวดล้อม อากาศ อาหาร สังคมและความเครียดด้วย
ดังนั้นการรักษากับแพทย์แผนจึนจึงต้องใช้เวลาคุยกับหมอค่อนข้างนาน บางครั้งนานจนคนไข้หายป่วยก็ดี
เพราะบางครั้งอาการป่วยเหล่านั้นเกิดจากความเครียดความวิตกกังวล ต่างกับแพทย์แผนปัจจุบัน
ที่เน้นทำเวลาให้เร็วที่สุด - 2. การวินิจฉัยแบบจำเพาะเจาะจง แพทย์แผนจีนจะแบ่งที่มาของโรคได้หลากหลายกว่าแพทย์แผนปัจจุบัน
ถ้าคนไข้มีอาการไอ แพทย์จีนจะแบ่งอาการไอ ออกเป็น ไอจากตับ (อารมณ์เปลี่ยนแปลงแล้วไอ)
ไอจากกระเพาะ (กินของเย็นแล้วไอ) ไอจากไต (ไอแล้วรู้สึกเหมือนหายใจไม่สุด ไม่สดชื่น)
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเราจะสรุปได้ว่า แพทย์แผนปัจจุบันจะเน้นรักษาโรคเฉพาะอาการ หรือการรักษาที่ปลายเหตุ
แต่แพทย์แผนจีนจะเน้นการรักษาที่ต้นเหตุหรือที่มาของโรค ว่าเกิดจากสาเหตุใด
- แพทย์ีจีนมีการพูดถึงช่วงเวลาของการทำงานของแต่ละอวัยวะมากว่าสองพันปีแล้ว
เพื่อบำรุงรักษาร่างกายไม่ให้เกิดโรค ช่วงเวลาการหมุนเวียนพลังงานไปยังแต่ละอวัยวะนั้นเรียกว่านาฬิกาชีวิต
ซึ่งปัจจุบันคำนี้ก็ได้เป็นที่ยอมรับของแพทย์แผนปัจจุบันในประเทศตะวันตกหลายๆ ประเทศ
และได้ทำงานวิจัยตามความเชื่อนี้แล้วพบว่า นาฬิกาชีวิตคือต่อมเล็กๆในสมอง ที่กำหนดเวลาการทำงานของอวัยวะ
โดยมีรายละเอียดดังนี้ - 06:00 : หกโมงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายตื่นตัวที่สุด
- 07:00 : เหมาะสำหรับเป็นเวลาอาหารเช้า ระบบการย่อยอาหารจะทำงานได้ดีที่สุด
สารอาหารแร่ธาตุและวิตามิน ต่างๆ จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานได้อย่างสมบูรณ์ - 08:00 : เป็นช่วงเวลาที่เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวบ่อยที่สุดเพราะเลือดในร่างกายเข้มข้น
เลือดมีโอกาสจับตัวอุดตัน จนเกิดอันตราย จึงควรฝึกทำสมาธิ นับลมหายใจ
หรือฟังเพลง เลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียด - 09:00 : สมองส่วนความจำจะทำงานได้ดีมากในช่วงนี้ เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการท่องจำมากที่สุด
- 10:00 : ถ้าเป็นไปได้ ควรนัดเจรจาเรื่องสัญญา การพูดจาระหว่างการสนทนาจะออกมาเป็นจุดเด่นในช่วงนี้
- 11:00 : ร่างกายในช่วงที่สามารถให้ประสิทธิภาพได้สูงสุด หัวใจและระบบไหลเวียนของโลหิต
ทำงานได้เต็มที่ช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งมาราธอนหรือต่อสู้กับสภาพของงาน มนุษย์จะทำได้ดีที่สุด - 12:00 : สมาธิเริ่มแย่ อุบัติเหตุในการทำงานจะเพิ่มมากขึ้น ถ้าไม่หยุดพักจะทำให้เกิดความเสียหาย
- 13:00 : กระเพาะอาหารเตรียมทำงานด้วยการหลั่งกรดออกมา
ต้องหาอะไรกินให้ได้ ไม่งั้นจะเสี่ยงต่อ โรคกระเพาะอาหาร - 14:00 : เป็นช่วงที่สมองซีกศิลปะทำงาน เหมาะสำหรับการคิดสร้างสรรค์ หรือทำงานฝีมือ งานอดิเรก
- 15:00 : พลังงานแห่งการทำงานกลับมาอีกครั้ง ความจำขึ้นถึงสูงสุดอีกครั้ง ช่วงนี้น่าจะหาโอกาส
เข้าพบเจ้านายเพื่อขึ้นเงินเดือนได้ ในช่วงนี้จิตใจจะไม่กลัวการเผชิญหน้าใดๆ - 16:00 : มนุษย์จะทนต่อความเจ็บปวดได้ดีที่สุดในชั่วโมงนี้ ถ้าจะไปทำฟันก็เลือกประมาณนี้
ถ้าทำได้ยาชาหนึ่งเข็ม จะมีผลพอๆ กับการได้รับ 3 เข็มเลยทีเดียว - 17:00 : แรงดันและการไหลเวียนของโลหิตจะเคลื่อนไหวได้ดีมาก เป็นเวลาที่เหมาะสมกับ
การเล่นกีฬาออกกำลังกาย กล้ามเนื้ออยู่ในช่วงที่แข็งแรงที่สุด และเมื่อได้ฝึกอย่างถูกวิธี
ก็จะเกิดความแข็งแรงรวดเร็วมาก - 18:00 : ช่วงนี้ผู้คนจะเหนื่อยเพลียและขาดสมาธิมากกว่าช่วงเวลาชั่วโมงอื่นๆ
เป็นช่วงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งที่สุด ต้องใช้ความระวังขณะขับรถอยู่บนถนน - 19:00 : สมองได้รับเลือดหล่อเลี้ยงมาก เมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะสามารถแก้ไขให้ลุล่วงดีได้เร็วมาก
- 20:00 : เริ่มสดชื่นหลังการพักผ่อนที่ต้องกรำงานตลอดทั้งวัน จึงเป็นช่วงดีสำหรับการพบปะสังสรรค์
ใครที่อยากจะบอกรัก ขอใครแต่งงานควรจะทำในชั่วโมงนี้ โอกาสประสบความสำเร็จมีมากที่สุด - 21:00 : กระเพาะอาหารจะหยุดทำงานพอถึงช่วงเวลานี้ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารหนัก
เพราะไม่เช่นนั้น ก็จะไปสะสมค้างในกระเพาะเกิดผลเสียหายตามมา - 22:00 : ความดันโลหิตจะลดลงพร้อมๆ กับอุณหภูมิของร่างกายที่ต่ำลง
การนอนหลับก่อนเที่ยงคืนเป็นการหลับที่สนิท และช่วยให้การพักผ่อนอย่างเต็มที่มากกว่าช่วงอื่น - 23:00 : สมองทำงานน้อยลง ถ้าดูหนังสือช่วงนี้วันต่อไปก็จะจำไม่ได้เป็นส่วนใหญ่ ควรนอนหลับพักผ่อนดีที่สุด
- 24:00 : ใครที่ยังไม่หลับควรให้โอกาสนี้สำหรับการสร้างสรรค์ จะเป็นงานเขียน วาดรูป
หรือแต่งเพลง ล้วนเป็นช่วงเวลาที่วิเศษทั้งสิ้น เพราะสมองปลอดโปร่งคิดโน่นคิดนี่ได้ดีที่สุด - 01:00 : สมองเหนื่อยล้าถึงขีดสุด ร่างกายอยากพักผ่อนเต็มที่ แม้จะชาชินกับงานกลางคืนมาเป็นปี
แต่พอเข้าชั่วโมงนี้จะรู้สึกว่าเหนื่อย เพลีย ง่วงที่สุด 1.00-3.00 น. เป็นช่วงเวลาของตับ
ควรนอนหลับพักผ่อน ถ้าใครนอนหลับได้ดีเป็นประจำในช่วงเวลานี้ ตับจะหลั่งสารมีราโทนิน (Meratonine)
เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทำให้ หน้าอ่อนกว่าวัย นอนจากร่างกายจะหลั่งมีราทินประจำแล้ว ยังหลั่งสารเอนโดรฟิน (Endorphin)
ออกมาด้วย จึงไม่ควรกินอาหาร เพราะจะทำให้ตับทำงานหนักและเสื่อมเร็ว - 02:00 : ฮอร์โมนเมลาโตนินถูกขับออกมามาก ทำให้คนเราเลื่อนลอยเหนื่อยล้า
และมีโอกาสคิดสั้นฆ่าตัวตายมากที่สุด ดังนั้น ควรเลี่ยงเรื่องเครียดๆ หรือคิดหาเหตุผล
ถ้าไม่นอนก็ควรฟังเพลงสบายๆ ดูหนังตลกๆ - 03:00 : ทุกอย่างในร่างกายแทบจะหยุดนิ่ง ร่างกายควรได้รับการพักผ่อนมากที่สุด
- 04:00 : ร่างกายเริ่มตื่นขึ้นมาทำงานอีก เพราะมีฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งใช้ต่อสู้กับความเครียดหลั่งออกมา
คนเป็นโรคหืดหอบจะมีปัญหากับการหายใจ - 05:00 : ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์แก่ทั้งหลายควรตระเตรียมข้าวของให้พร้อมสำหรับชั่วโมงนี้
เพราะตามสถิติเด็กทารกจะคลอดออกมาลืมตาดูโลกระหว่างชั่วโมงนี้มากที่สุด
บทความที่เกี่ยวข้อง
Tags: Health





